โรงเรือนไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ผู้ปลูกสามารถปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งได้เช่นเดียวกับการปลูกโดยใช้ดิน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ผู้ปลูกนิยมปลูกในโรงเรือน ทั้งนี้เพราะผู้ปลูกได้รับประโยชน์หลายอย่างจากการปลูกในโรงเรือน เช่น

  1. สามารถป้องกันแมลงไม่ให้เข้าไปทำลายพืชที่ปลูก ทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ผู้บริโภคพืชผักที่ปลูกโดยวิธีนี้จึงมีความปลอดภัยจากสารพิษตกค้างในผลผลิต
  2. ป้องกันน้ำฝนลงไปเจือปนในสารละลายธาตุอาหาร จนสารละลายเจือจางเกินไปไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช และมีปริมาตรที่เพิ่มขึ้นจนไหลล้นออกมาจากเครื่องปลูก ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับการปลูกพืชทั้งระบบ
  3. สามารถควบคุมปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช เช่น ความเข้มแสง ระยะเวลาที่พืชรับแสง ความเข้มข้นของแก๊ส CO2 และอุณหภูมิ เป็นต้น ทำให้สามารถผลิตพืชได้ทั้งปี โดยไม่ต้องอาศัยฤดูกาลตามธรรมชาติเข้าช่วย ผู้ปลูกสามารถวางแผนการผลิตได้ง่าย และเสี่ยงต่อการแปรปรวนของธรรมชาติน้อยกว่าการปลูกในพื้นที่โล่งแจ้ง
  4. สามารถออกแบบให้เป็นการผลิตอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ง่าย ช่วยประหยัดแรงงานในการดำเนินการ
  5. ลดโอกาสในการสัมผัสสิ่งสกปรก ทำให้พืชที่ผลิตได้ สะอาดไม่เป็นพาหะนำโรค
  6. สามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์พยุงลำต้น อุปกรณ์แขวนผล เป็นต้น ได้ง่าย และอาจติดตั้งเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้งานติดต่อกันได้หลายฤดูปลูก
  7. มีสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ดี และสะอาดไม่เปื้อนดินโคลน ช่วยให้ผู้ปลูกมีความเพลิดเพลินในการทำงานมากกว่า
โรงเรือนอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ปลูกในบางประเด็น โดยเฉพาะต้นทุนในการก่อสร้าง สินค้าเกษตรมักเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงผู้ลงทุนจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุม นอกจากนี้โรงเรือนยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการผสมเกษรของพืช แมลงธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการผสมเกษรไม่สามารถเข้าไปช่วยผสมเกษรได้ ผู้ปลูกจึงควรเลือกชนิดของพืชที่ไม่ได้รับผลกระทบในการผสมเกษร เช่น พืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศ หรือพืชกินใบ เป็นต้น


โรงเรือนสำหรับปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินควรประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

  1. ส่วนที่ใช้ปลูกพืช เป็นส่วนที่จะใช้ติดตั้งเครื่องปลูก หลังคาควรทำด้วยวัสดุโปร่งใส เพื่อให้แสงสามารถส่องผ่านไปยังพืชได้ พืชบางชนิดต้องการแสงน้อย ดังนั้นโรงเรือนปลูกพืชอาจต้องใช้แผ่นพลาสติกลดความเข้มแสง โรงเรือนส่วนนี้อาจแบ่งออกเป็นโรงเรือนเพาะต้นกล้า อนุบาลต้นกล้า และโรงเรือนปลูก ภายในโรงเรือนปลูกอาจแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ (segment) เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมการระบาดของโรค และวางแผนการผลิตได้ง่ายขึ้น
  2. ส่วนที่ใช้ติดตั้งระบบปรับสภาพสารละลายและเตรียมสารละลาย รวมทั้งส่วนที่ใช้เตรียมน้ำสะอาด โรงเรือนส่วนนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้หลังคาโปร่งใส อาจสร้างรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของส่วนแรก หรือสร้างเป็นอาคารแยกอิสระต่างหากก็ได้ การออกแบบและการวางตำแหน่งควรคำนึงถึงความสะดวกในการรับ-จ่ายสารละลายไปยังโรงเรือนส่วนที่ 1 โดยทั่วไปมักออกแบบให้อยู่ไม่ไกลจากส่วนที่ 1
  3. ส่วนที่ใช้สำหรับกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว กิจกรรมหลังเก็บเกี่ยวมีหลายอย่าง เช่น การล้าง การตัดแต่ง การคัดเกรด ห้องเย็น และการบรรจุหีบห่อ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูก การวางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ส่วนที่ 1 และ 2 แต่ระยะทางที่ไกลเกินไปอาจเป็นอุปสรรคในการลำเลียงผลผลิต
  4. ส่วนที่ใช้เก็บวัสดุ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินไม่ว่าระบบใด มีการใช้วัสดุต่างๆ จำนวนมากและหลายชนิด ดังนั้นผู้ปลูกจึงจำเป็นต้องเตรียมโรงเรือนส่วนนี้ไว้ และอาจแบ่งเป็นส่วนๆ ตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น ส่วนที่ใช้เก็บเครื่องจักร อะไหล่ของเครื่องจักร และน้ำมัน ส่วนที่ใช้เก็บเครื่องปลูกและวัสดุค้ำจุนราก และส่วนที่ใช้เก็บวัสดุที่ใช้ในกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว เป็นต้น แต่ละส่วนไม่จำเป็นต้องอยู่ในอาคารเดียวกัน อาจไว้ใกล้บริเวณใช้งานเพื่อความสะดวกในการขนย้าย ควรเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในบริเวณที่มีการเก็บวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง
  5. ส่วนที่ใช้เป็นสำนักงาน ส่วนนี้ใช้สำหรับการดำเนินงานด้านบริหารจัดการ เช่น การจัดทำและจัดเก็บเอกสารต่างๆ การติดต่อกับหน่วยงานภายนอก การประชุม และการพักผ่อน เป็นต้น ส่วนนี้ไม่จำเป็นนักหากเป็นกิจการขนาดเล็ก หรือกิจการภายในครัวเรือน
ส่วนต่างๆ ที่กล่าวอาจแยกเป็นโรงเรือนอิสระ หรือรวมอยู่ภายในโรงเรือนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและขนาดของกิจการ

 


โรงเรือนสำหรับปลูกพืชมีหลายรูปแบบ การเลือกหรือการออกแบบออกแบบโรงเรือนที่เหมาะสมต่อความต้องการ จำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างของพื้นที่ก่อสร้างโรงเรือนประกอบกัน ได้แก่

รูปแบบโรงเรือนสามารถจำแนกตามรูปทรง ได้ดังนี้

1. โรงเรือนหลังคาหน้าจั่วแบบสมมาตร (even span หรือ single span) เป็นรูปแบบโรงเรือนที่ใช้กันแพร่หลายในเขตอบอุ่นและเขตหนาว หลังคาอาจออกแบบให้เปิดได้เพื่อระบายอากาศร้อนในฤดูร้อน รูปแบบอาคารแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะสำหรับประเทศในเขตร้อน (รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืชเพื่อการจัดแสดง ณ สวนพฤษศาสตร์ฯ จังหวัดเชียงใหม่)

2. โรงเรือนหลังคาหน้าจั่วสองชั้น อาคารรูปแบบนี้สร้างขึ้นเพื่อให้อากาศร้อนภายในอาคารระบายออกได้ดี แม้ในช่วงฝนตกน้ำฝนก็ไม่สาดเข้ามาภายในอาคารโรงเรือน อาคารรูปแบบนี้เหมาะสำหรับประเทศในเขตร้อน

3. โรงเรือนหลังคาหน้าจั่วแบบไม่สมมาตร (uneven span) โรงเรือนแบบนี้จะมีหลังคาด้านหนึ่งยาวกว่าอีกด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับการก่อสร้างในพื้นซึ่งเป็นเนินเขา

4. โรงเรือนหลังคาครึ่งวงกลม (quonset) เป็นแบบโรงเรือนที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในเขตอบอุ่นและเขตหนาวอีกแบบหนึ่ง การก่อสร้างไม่ซับซ้อนมากนัก เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการมุงหลังคาด้ววัสดุที่โค้งงอได้ง่าย เช่น แผ่นพลาสติกชนิดต่าง ๆ การระบายอากาศร้อนทำได้ยากจึงไม่เหมาะสำหรับประเทศในเขตร้อน (รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืชทดลอง ณ ไร่ชมน์เจริญฟาร์ม จังหวัดกาญจนบุรี)

5. โรงเรือนหลังคาครึ่งวงกลมเหลื่อม เป็นโรงเรือนที่ออกแบบให้ง่ายต่อการระบายอากาศร้อน เนื่องจากหลังคามีช่องเปิด โรงเรือนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับประเทศในเขตร้อน (รูปขวา : )

6. โรงเรือนหลังคาครึ่งทรงกลม (dome) โรงเรือนแบบนี้ยากต่อการขยายให้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง จึงไม่ค่อยนิยมสร้างสำหรับการผลิตพืชในเชิงพาณิชย์ ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อให้มีจุดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมใน Botanical Garden หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ

7. โรงเรือนหลังคาต่อเนื่อง (ridge and furrow) โรงเรือนแบบนี้จะสร้างหลังคาแบบหน้าจั่วหรือครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน เพื่อให้โรงเรือนคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และมีค่าก่อสร้างต่ำกว่าการสร้างหลังคาเดี่ยวขนาดใหญ่ (รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืชทดลอง ณ มหาวิทยาลัย Wagenningen ประเทศเนเธอร์แลนด์)

8. โรงเรือนขนาดเล็ก โรงเรือนขนาดใหญ่ช่วยให้สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรือนได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียหลายอย่า เช่น เสียพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นทางเดินและลำเลียงวัสดุ ทำให้มีค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นในส่วนที่ไม่จำเป็นนี้ ค่าก่อสร้างแพงและต้องใช้เงินลงทุนครั้งละมากๆ และแก้ไขได้ยากเมื่อเกิดการระบาดของโรคหรือแมลง เป็นต้น ในพื้นที่เขตร้อนของโลก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืชตลอดทั้งปี การสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ เพื่อเก็บความร้อนให้มีอุณหภูมิสูงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืชจึงไม่จำเป็น โรงเรือนขนาดเล็กที่มีเพียงหลังคากันฝน หรือมีมุ้งกันแมลงก็เพียงพอต่อการปลูกพืช นอกจากนี้ เกษตรกรยังไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงในครั้งเดียว สามารถวางแผนการผลิตได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำ จึงเป็นที่นิยมของเกษตรกรในหลายพื้นที่ (รูปบนขวา : โรงเรือนขนาดเล็กในประเทศบราซิล รูปล่างขวา : โรงเรือนขนาดเล็กเพื่อการปลูกพืชสาธิต ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดกระบี่ รูปล่าง : โรงเรือนขนาดเล็กเพื่อการปลูกพืชทดลองของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์)

 


วัสดุมุงหลังคาโรงเรือนปลูกพืชควรเป็นวัสดุที่ยอมให้แสงในช่วงความยาวคลื่น 400 - 700 นาโนเมตร ส่งผ่านได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่มีวัสดุชนิดใดยอมให้แสงในย่านความยาวคลื่นนี้ส่องผ่านได้ 100% วัสดุมุงหลังคาอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กระจก (Glass) กระจกที่ใช้เพื่อการเกษตรยอมให้รังสีจากดวงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่น 400 - 2500 นาโนเมตร ส่องผ่านได้ดี แต่รังสีนอกย่านความยาวคลื่นส่องผ่านได้น้อย กระจกมีอายุการใช้งานได้นาน แต่มีน้ำหนักมาก (ความหนาแน่นสูง) ทำให้โรงเรือนที่ใช้กระจกมุงหลังคาต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง จึงมีค่าก่อสร้างที่สูงขึ้นตามไปด้วย กระจกสามารถแตกได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทกแรงๆ หรือการยืด-หดตัวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ กระจกมีหลายชนิด เช่น
  • Float Glass เป็นกระจกที่ใช้สำหรับงานทั่วไป แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้ประมาณ 88 - 90% แตกง่าย ราคาต่ำ
  • Tempered Glass มีราคาสูงกว่าประเภทแรก แต่มีความแข็งแรงสูงกว่าประมาณ 5 เท่า และมีน้ำหนักมากกว่า
  • Low-iron glass เป็นกระจกที่มีเหล็กต่ำ แสงส่องผ่านได้ดีกว่า float glass ประมาณ 5 - 6%
(รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืชเพื่อการจัดแสดง ณ สวนพฤษศาสตร์ฯ จังหวัดเชียงใหม่)

2. พลาสติกชนิดแผ่นแข็ง (กระเบื้องใส) วัสดุประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่ากระจกทำให้ไม่ต้องใช้โครงสร้างที่แข็งแรงมาก จึงประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมากกว่า อายุการใช้งานสั้นกว่ากระจก แต่นานกว่าพลาสติกชนิดแผ่นม้วน พลาสติกชนิดแผ่นแข็งมีหลายชนิด ได้แก่
  • Fiberglass เป็นวัสดุที่ทำจากใยแก้วฝังตัวใน acrylic resin แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้ประมาณ 78 - 88% แสงเกิดการกระจายเมื่อส่องผ่าน ทำให้พืชในโรงเรือนได้รับแสงสม่ำเสมอ อุณหภูมิไม่สูงที่แถบใดแถบหนึ่ง พืชจึงไม่เสียหายในช่วงที่มีแดดจัด ผู้ผลิตมักผลิตเป็นลอนคลื่น ทำให้น้ำฝนหรือหยดน้ำสามารถไหลได้ง่าย มีอายุการใช้งาน 10 - 15 ปี
  • Polycrylate แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้ประมาณ 78 - 88% ความโปร่งแสงมักไม่เปลี่ยนเมื่ออายุการใช้งานนานขึ้น วัสดุชนิดนี้จะเปราะมากขึ้นเมื่ออายุการใช้งานนานขึ้น โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 20 ปี ติดไฟได้ง่าย
  • Polycarbonate แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้ประมาณ 75 - 85% สำหรับแผ่นสองชั้น โค้งงอได้ง่าย เหมาะกับโรงเรือนหลังคาโค้ง วัสดุชนิดนี้ค่อยๆ มีสีเหลืองเข้มขึ้นเมื่ออายุการใช้งานนานขึ้น โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 8 ปี ติดไฟยากกว่า Polycrylate
  • Polyester
  • Polysulfonate
(รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืชทดลอง ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่)

3. พลาสติกชนิดแผ่นม้วน (film) เช่น Polyethylene (PE) และ Polyvinyl Chloride (PVC) เป็นต้น พลาสติคเหล่านี้ที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพมักมีอายุการใช้งานสั้น เนื่องจากโมเลกุลของโพลีเมอร์ขาดออกเมื่อได้รับแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน ทำให้เนื้อพลาสติคเปราะและฉีกขาดง่าย แผ่นพลาสติคที่ถูกดึงให้ตึง มักหย่อนได้ง่าย พลาสติคที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ จึงไม่ค่อยนิยมใช้มุงหลังคาโรงเรือน

แผ่นพลาสติคที่ใช้มุงหลังคาโรงเรือนในปัจจุบัน นิยมใช้แผ่น Polyethylene ที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพต่างๆ แล้ว เช่น

  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารเสริมความแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นพลาสติคยืดออก เมื่อถูกดึงให้ตึงเป็นเวลานาน
  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารป้องกันโมเลกุลแตกเป็นโมเลกุลเล็ก เนื่องจากได้รับแสง Ultra-violet เป็นเวลานาน(UV Stabilizer) เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น ในขณะที่ไม่รบกวนแมลงที่ช่วยผสมเกษร
  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารดูดกลืนแสง Ultra-violet (UV Absorber) ช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น และรบกวนการทำงานของแมลงศัตรูพืชที่เข้าไปภายในโรงเรือน
  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารดูดกลืนรังสี Infrared (IR) โดยดูดกลืนรังสี IR คลื่นสั้น (750-1,400 nm) ในเวลากลางวัน เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนในเวลากลางวันสูงเกินไป และดูดกลืนรังสี IR คลื่นยาว (3,000-14,000 nm) ซึ่งเป็นรังสีสะท้อน ในเวลากลางคืน เพื่อเก็บความร้อนไว้ภายในโรงเรือนในเวลากลางคืน
  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารลดแรงตึงผิว (Anti-Drip or Anti-Condensate) ช่วยให้น้ำที่กลั่นตัวเกาะบนผิวพลาสติคได้ดีขึ้น และไหลลงสู่พื้นตามแนวแผ่นพลาสติค แทนที่จะหยดลงสู่พื้นโรงเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกหรือใบพืชเปียกชื้นเสียหาย (Scorching)
  • ผสมหรือเคลือบด้วยสารกระจายแสง (Light diffusion) ช่วยให้ความเข้มแสงในโรงเรือนสม่ำเสมอ พืชสามารถเจริญเติบโตได้สม่ำเสมอตามไปด้วย และลดปัญหาใบพืชไหม้ในช่วงแดดจัด
(รูปขวา : โรงเรือนปลูกพืช ณ ไร่ชมน์เจริญฟาร์ม จังหวัดกาญจนบุรี)



1. พื้นดิน

2. พื้นทราย

3. พื้นกรวด

4. พื้นหินเกล็ด

5. พื้นคอนกรีต


1. โครงสร้างไม้ไผ่ โครงสร้างแบบนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งสามารถหาไม้ไผ่ได้ง่าย แรงงานในพื้นที่มีความชำนาญในการคาดไม้ไผ่

2. โครงสร้างไม้

3. โครงสร้างท่อเหล็กชุบสังกะสี

4. โครงสร้างรางเหล็กชุบสังกะสี

5. โครงสร้างคอนกรีต

1. ตาข่ายพรางแสง (saran) ตาข่ายพรางแสงเป็นเส้นพลาสติกสานเสริมแรงด้วยเชือก ตาข่ายพรางแสงที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นตาข่ายสีเขียว สีดำ และสีเงิน พรางแสงร้อยละ 40 50 60 70 และ 80 ความกว้าง 1 - 2 เมตร อาจติดตั้งกึ่งถาวร หรือติดตั้งแบบม่านชัก เพื่อให้สามารถปิด-เปิดได้ตามความเข้มของแสงจากดวงอาทิตย์ โรงเรือนที่ปลูกพืชต้องการแสงน้อย เช่น โรงเรือนกล้วยไม้ หรือโรงเรือนหน้าวัว เป็นต้น อาจติดตั้งเหนือหลังคา

2. อลูมิเนต (aluminet) เป็นตาข่ายพรางแสงชนิดอลูมิเนียมเคลือบหรือหุ้มด้วยพลาสติกใส นำมาทอคล้ายตาข่ายพรางแสง ตาข่ายชนิดนี้สามารถลดความเข้มแสงภายในโรงเรือนได้โดยไม่ทำให้อุหภูมิภายในโรงเรือนสูงขึ้นมากนัก แต่ราคาแพงกว่าตาข่ายพรางแสงธรรมดาในข้อ 1 มาก การติดตั้งภายในโรงเรือนทำได้ทั้งแบบกึ่งถาวร และแบบม่านชัก

3. มุ้งหรือตาข่ายกันแมลง เป็นอุปกรณ์ป้องกันแมลงเข้าสู่โรงเรือน หรือป้องกันการแพร่ระบาดของแมลงจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่งภายในโรงเรือนเดียวกัน มุ้งไม่ควรลดทอนอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศระหว่างภายนอกและภายในโรงเรือนมากเกินความจำเป็น มุ้งมีความหลากหลายทั้งวัสดุ สี และขนาดของช่อง (ตา) มุ้งอลูมิเนียมไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากยุ่งยากในการติดตั้งและรื้อถอน มุ้งทนไฟไม่ค่อยนิยมเช่นกัน เนื่องจากโรงเรือนปลูกพืชมีความเสียงน้อยต่อการเกิดเพลิงไหม้ มุ้งสีขาวมักนิยมใช้กันโดยทั่วไป เนื่องจากมักไม่จำเป็นต้องพรางแสงด้านข้างของโรงเรือน ขนาดช่องเลือกใช้ตามชนิดของพืชที่ปลูก เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีแมลงศัตรูแตกต่างกัน การใช้ขนาดช่องเล็กเกินไปเป็นอุปสรรค์ต่อการระบายอากาศ เป็นเหตุให้อุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น มุ้งช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดตั้งในแนวตั้ง ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดี เนื่องจากแมลงบินจำเป็นต้องกางปีกออก ทำให้ต้องการความกว้างมากกว่าความสูงในการลอดผ่านมุ้ง

4. คลิป เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ยึดแผ่นพลาสติก มุ้ง หรือตาข่ายพรางแสงติดกับท่อกลม ขนาดของคลิปจะต้องเท่ากับขนาดของท่อ จึงจะสามารถหนีบได้อย่างมั่นคง คลิปที่ทำด้วยพลาสติกเพียงอย่างเดียว จะค่อยๆ กางออกหรือแตกเมื่อถูกแสงแดดเป็นเวลานาน คลิปที่เสริมด้วยโลหะถึงแม้จะมีราคาแพงกว่า แต่ก็สามารถใช้งานได้นานกว่า ความแข็งแรงขึ้นอยู่กับความถี่ในการติดตั้ง หากต้องการความแข็งแรงเพิ่มขึ้นจะต้องติดตั้งคลิปให้ถี่มากขึ้น คลิปเป็บอุปกรณ์ยึดที่สามารถรื้อถอนและติดตั้งได้ง่ายด้วยมือเปล่า จึงเป็นอุปกรณ์โรงเรือนที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย โรงเรือนโครงสร้างทำด้วยท่อเหล็กกลมที่มุงด้วยแผ่น PE นิยมยึดด้วยคลิป

5. รางยึดและสปริง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ยึดแผ่นพลาสติก หรือมุ้งติดกับโรงเรือน ตัวรางจะต้องยึดติดกับโรงเรือน แล้วใช้สปริงหนีบแผ่นพลาสติกหรือมุ้งติดกับราง การติดตั้งแบบนี้เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการรื้อถอนบ่อยครั้ง

6. ประกับ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ยึดท่อกลมในแนวฉาก เหมาะกับการประกอบโครงสร้างที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก รวมทั้งโครงสร้างที่ไม่ต้องการให้สามารถรื้อถอนได้ง่าย เช่น โรงเรือนขนาดเล็ก โต๊ะปลูก และเครื่องพยุงลำต้น เป็นต้น ประกับใช้กับท่อกลมเช่นเดียวกัลคลิป ขนาดของประกับจะต้องเท่ากับขนาดท่อจึงจะสามารถยึดได้แข็งแรง

7. รอก เชือก และห่วง อุปกรณ์ทั้งสามชนิดนี้ใช้ร่วมกัน เพื่อช่วยพยุงลำต้นพืชให้ตั้งขึ้น รอกช่วยม้วนเก็บเชือกให้เป็นระเบียบไม่พันกัน และดึงออกมาเฉพาะความยาวที่ต้องการใช้ ด้านหนึ่งของห่วงยึดกับเชือก ในขณะที่อีกด้านหนึ่งยึดติดกันให้ลำต้นพืชอยู่ภายใน โดยลำต้นพืชจะต้องสามารถขยับตามแรงลมได้ และห่วงจะต้องไม่ทำให้ต้นพืชเป็นแผล เชือกที่ใช้ต้องเหนียวและทนต่อแสงแดดได้ดี สามารถใช้งานได้ตลอดอายุเก็บเกี่ยว